วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โทรทัศน์(television)(TV)


ความหมาย
 พุธ พฤศจิกายน 2552. โทรทัศน์(television) สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2555, จาก wikipedia.
จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าวว่า
คำว่า "โทรทัศน์" (television) นิยมใช้ตัวย่อว่า "ทีวี" (TV) หรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า "โทรทัศน์" หมายถึง "การส่งและรับภาพและเสียงโดยเครื่องส่งและเครื่องรับอิเล็กทรอนิกส์ออกอากาศด้วยกระแสคลื่นวิทยุที่ใช้พลังไฟฟ้าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องส่งไปยังเครื่องรับที่อยู่ห่างไกล" ถ้าวิทยุโทรทัศน์ที่ใช้ส่งและรับทางสายเคเบิงไม่ส่งออกอากาศไปไกล ๆ เราเรียกกันว่า "วิทยุโทรทัศน์วงจรปิด" (Closed - Circuit Television หรือเรียก ย่อ ๆ ว่า CCTV) คำว่า "Television" นี้กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในขณินั้นได้ทรงวิเคราะห์ศัพท์และบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า "โทรทัศน์"
          รายการวิทยุโทรทัศน์ สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.thaigoodview.com/.
จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าวว่า
             รายการวิทยุโทรทัศน์ หมายถึง รายการหนึ่งที่สมบูรณ์ในตัวเองหรือครบถ้วนในตัวเอง เช่น รายการแสดงประเภทละคร รายการสนทนา รายการอภิปราย รายการสารคดี เป็นต้น หรือหมายถึง รายการที่สมบูรณ์ในตัวเองซึ่งต้องสัมพันธ์กับรายการย่อยอื่น ๆ ที่ได้คัดเลือกนำมาออกในรายการเดียวกัน เช่น รายการคอนเสริต รายการวิพิธทัศนา ซึ่งมีรายการเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เข้ามาประกอบด้วยเพื่อนำออกแพร่ภาพทางวิทยุโทรทัศน์ได้ให้ความสำคัญ
ความสำคัญของวิทยุโทรทัศน์
วิทยุโทรทัศน์มีความสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1.เพื่อเสริมสร้างสติปัญญาให้แก่มนุษย์
สื่อมวลชนมีความสำคัญในการช่วยเสริมสร้างให้ประชาชนในประเทศของตนได้มีโอกาสรับรู้ข่าวสารและความรู้เพิ่มมากขึ้นโดยทัดเทียมผู้อื่น
1.1) การให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชน วิทยุและโทรทัศน์จะต้องให้ความสำคัญในการรวบรวมและติดตามเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจ
1.2) การให้การศึกษา วิทยุและโทรทัศน์จะต้องให้ความสำคัญในการเสริมสร้างการศึกษาแก่ประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
1.3) การแสดงความคิดเห็น วิทยุและโทรทัศน์จะมีความสำคัญที่เป็นเสมือนเวทีกลางให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ความต้องการ และอุดมการณ์ของมนุษย์ในสังคม
ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีก้าวไกลยิ่งขึ้น ทำให้วิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีความสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศในด้านต่างๆเป็นอันมาก คือ
2.1) การพัฒนาทางการศึกษา วิทยุและโทรทัศน์มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของประชาชนด้วยวิธีการถ่ายทอดความรู้หรือข่าวสารที่ง่ายๆตรงๆ และรวบรัด
2.2) การพัฒนาทางการเมือง วิทยุและโทรทัศน์จะเป็นสื่อกลางในการประสานความคิดและ สร้างศรัทธาเชื่อถือ
2.3) การพัฒนาชนบท วิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีความสำคัญซึ่งจะขาดไม่ได้ในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะวิทยุเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนในชนบทได้มากที่สุด
2.4) การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ วิทยุและโทรทัศน์มีความสำคัญในการนำเสนอความคืบหน้าและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
2.5) การพัฒนาทางด้านสังคม วิทยุและโทรทัศน์ จะมีความสำคัญในการนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว
รูปแบบรายการวิทยุโทรทัศน์ (Program Format) หมายถึง เทคนิควิธี และลีลาการนำเสนอเนื้อหาสาระ ข่าวสาร บุคคล ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ
การแบ่งประเภทประเภทของรายการโทรทัศน์ สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555, จาก      http://www.ee.mut.ac.th/ จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าวว่า

การแบ่งประเภทประเภทของรายการโทรทัศน์
รายการโทรทัศน์ที่แพร่ภาพและเสียงในขณะนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.รายการโทรทัศน์เพื่อการค้า (Commercial Television:CTV) เป็นรายการเพื่อความบันเทิง และธุรกิจโฆษณา
2.รายการโทรทัศน์การศึกษา(Education Television:ETV)เป็นรายการเพื่อความรู้ทั่วไปในด้านต่างๆ เช่นความรู้ทางวิชาการ ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา สิ่งแวดล้อม โดยไม่จำกัดความรู้ของผู้ชม หรือเจาะจงเฉพาะบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นการให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป
โทรทัศน์ตามลักณะได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โทรทัศน์ขาวดำ (Black - and - White Television) และโทรทัศน์สี (Color Television) สำหรับโทรทัศน์สียังสามารถแบ่งได้อีกหลายประเภท เช่น โทรทัศน์สีทั่วไป โทรทัศน์สีที่ใช้ระบบรีโมทคอนโทรล (Remote Control) โทรทัศน์สีที่มีจอภาพแบบจอโค้ง และแบบจอแบน โทรทัศน์สีมีขนาดแตกต่างกันไปตั้งแต่ขนาดเล็ก ๆ ที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถยนต์หรือขนาด 14 นิ้วและ 20 นิ้ว เป็นต้น ตลอดจนขนาดใหญ่มาก ๆ ซึ่งบางคนนิยมเรียกกันว่า Home Theater จะมีราคาสูงมาก
ขนาดของโทรทัศน์ เช่น 14 นิ้ว หรือ 20 นิ้ว นี้ดูได้จากการวัดทแยงจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งของหน้าจอโทรทัศน์
http://www.siangdham.com/Solar/index.php?option=com ได้ให้ความสำคัญ

ความสำคัญของโทรทัศน์สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.ee.mut.ac.th/ จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าวว่า
ความสำคัญของโทรทัศน์
โทรทัศน์ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนมีความสำคัญในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ความสำคัญในด้านการเสริมสร้างสติปัญญา
ความสำคัญของวิทยุโทรทัศน์ในการเสริมสร้างสติปัญญามีอยู่ 3 ลักษณะคือ การให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชน การให้การศึกษา และการแสดงความคิดเห็น
2. ความสำคัญในด้านการพัฒนาประเทศ
โทรทัศน์มีความสำคัญในการใช้เป็นสื่อเพื่อพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ประเทศอังกฤษมีสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเรียกว่า "ETV" (Educational Television) ซึ่งมีหน้าที่ด้านการสอนบทเรียนและรับผิดชอบในการให้การศึกษาโดยเฉพาะ ประเทศฝรั่งเศสมีสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะเรียกว่า "RTS" (Radio Television Scholaire) ซึ่งเป็นสถานที่สอนบทเรียนทางโทรทัศน์โดยตรง สำหรับในประเทศไทยก็ได้จัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้น คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เพื่อพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
3. ความสำคัญในด้านการสื่อสารของโลก
โทรทัศน์มีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องมือการสื่อสารของโลก ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้อย่างรวดเร็วทันใจไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก โดยการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร และทำไม นอกจากนั้นวิทยุโทรทัศน์ยังเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข่าวสารความรู้ความบันเทิงและวัฒนธรรม
ระบบการแพร่สัญญาณของโทรทัศน์
1. การแพร่สัญญาณในระบบวงจรเปิด ระบบนี้ส่งภาพและเสียงออกไปยังเครื่องรับตามสถานที่ต่างๆ ได้ตามแรงรัศมีซึ่งแยกออกเป็น 2 ระบบย่อย คือ
1.1ระบบ VHF (Very High Frequency) ส่งคลื่นออกอากาศทางโทรทัศน์ 12 ช่อง ใช้เพื่อความบันเทิงและการค้า
1.2 ระบบ UHF (Ultra High Frequency) ส่งคลื่นออกอากาศทางสถานี โทรทัศน์ 70 ช่อง ใช้เพื่อการค้าและสถานีที่ส่งตามสายเคเบิล
2. การแพร่สัญญาณในระบบวงจรปิด เป็นการแพร่ภาพและเสียงในบริเวณจำกัดกว่าในระบบแรกเนื่องจากแพร่ภาพไปตามสายแทนการ
ระบบการแพร่ภาพและเสียงของโทรทัศน์
ระบบของการแพร่ภาพและเสียงของโทรทัศน์แบ่งได้เป็น 2 ระบบ คือ
1.การแพร่ภาพและเสียงในระบบวงจรเปิด (open - circuit television or broadcasting television) ระบบนี้ส่งภาพและเสียงไปยังเครื่องรับตามสถานที่ต่างๆ ได้ตามแรงรัศมีซึ่งแยกออกเป็น 2 ระบบย่อย คือ
1.1 ระบบ VHF ( Very High Frequency ) ส่งคลื่นออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์12 ช่อง โดยใช้ในการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์เพื่อความบันเทิงและการค้า ใช้ความถี่คลื่นตั้งแต่44-88 megahertz ใช้กับช่อง 2-6 และความถี่ 174-216 megahertz ใช้กัลช่อง 7-13
1.2 ระบบ UHF (Ultra High Frequency) ส่งคลื่นออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์70ช่อง คือ ช่อง14-83 ความถี่ของคลื่นตั้งแต่ 470-890 megahertzใช้ในการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ที่มิใช่การค้า
2. การแพร่ภาพและเสียงในระบบวงจรปิด (Closed-Circuit Television;CCTV)เป็นการแพร่ภาพและเสียงในบริเวรจำกัดกว่าในระบบแรกเนื่องจากเป็นการแพร่ภาพไปตามสายแทนการออกอากาศ เช่นโทรทัศน์วงจรปิดที่ใช้สอนในมหาวิทยาลัย หรือระบบสายเคเบิลที่ส่งไปยังคนกลุ่มเดียวที่ต่อจากสายเคเบิลจากสถานีส่งไปยังเครื่องรับของตน
การนำวิทยุโทรทัศน์มาใช้ในการศึกษาสืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555, http://www.thaigoodview.com/node/25636 จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าว
1.ประเภทของรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา การจัดรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ถ้าแบ่งตามวัตถุ ประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1) รายการเพื่อการศึกษาสำหรับประชาชนทั่วไป (Informal Education) เป็นรายการที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่ประชาชน เพื่อความกินดีอยู่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
2) รายการเพื่อการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) เป็นรายการที่จัดขึ้นเพื่อการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนโดยจัดให้สอดคล้องกับหลักสูตร ประมวลการสอน และวิธีสอน เพื่อช่วยการเรียนการสอนของครูและนักเรียนในโรงเรียน
3) รายการเพื่อการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non Formal Education) เป็นรายการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าศึกษาในระบบโรงเรียน อาจเป็นรายการที่เป็นไปตามหลักสูตรหรือเป็นการสอนเสริมตามหลักสูตรในระบบโรงเรียน หรือเป็นการศึกษากลุ่มสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับอาชีพและสภาพแวดล้อม
การแบ่งประเภทรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษานี้ ตำราบางเล่มอาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เท่านั้นคือ
1) รายการความรู้ทั่วไป เป็นรายการที่มุ่งให้ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป การจัดรายการประเภทนี้ อาจทำได้เป็น 2 ลักษณะ คือ - รายการสาระบันเทิง เป็นรายการที่เน้นด้านเนื้อหาสาระ โดยสอดแทรกความบันเทิงไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย เช่น รายการสารคดี รายการตอบปัญหา ละครชีวิตต่อต้านยาเสพติด - รายการส่งเสริมการศึกษา เป็นรายการที่มุ่งให้เนื้อหาสาระที่ชัดเจนแก่ผู้ชม มักจัดรายการเป็นชุด เช่น รายการชุดชีวิตสัตว์ ชีพจรลงเท้า ความรู้คือประทีป
2) รายการเพื่อการสอน เป็นรายการที่ผลิตขึ้นเพื่อการสอนตามหลักสูตรในระดับใดระดับหนึ่ง รายการมีลักษณะเป็นบทเรียน แบ่งเป็นตอน ๆ มีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ และมีการวัดผลการเรียนจากการชมรายการด้วย อาจจัดได้เป็น 3 ลักษณะคือ - รายการทำหน้าที่สอนทั้งหมด เป็นรายการที่สอนเบ็ดเสร็จในตัว ทำหน้าที่แทนครู - รายการทำหน้าที่สอนเนื้อหาหลัก เป็นรายการที่สอนเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหาสำคัญต้องอาศัยครูเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ อธิบาย ขยายความ หรือให้ทำกิจกรรมเสริม - รายการทำหน้าที่เสริมการสอน เป็นรายการที่จัดขึ้น เพื่อเสริมการสอนของครูให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น การแสดงละคร การสาธิต หรือการประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
2.แบบการจัดรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
1) รายการสดที่จัดขึ้นในห้องส่ง แล้วถ่ายทอดออกอากาศโดยตรง รายการ ลักษณะนี้อาจมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นได้
2) รายการถ่ายทอดสดจากภายนอก ส่วนมากเป็นภาพเหตุการณ์สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในสังคม และประชาชนส่วนใหญ่สนใจ
3) รายการที่บันทึกเทปไว้ล่วงหน้า เฉพาะสำหรับรายการที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า และต้องการควบคุมเพื่อป้องกันความผิดพลาด
4) รายการจากภาพยนตร์โทรทัศน์ ได้แก่ภาพยนตร์ข่าว บันเทิง สารคดี ฯลฯ ซึ่งนำมาฉายแพร่ภาพออกอากาศ
3.การใช้โทรทัศน์วงจรปิดเพื่อการสอน ปัจจุบันตามสถานศึกษานิยมใช้โทรทัศน์วงจรปิดเพื่อการศึกษากันแพร่หลาย โดย เฉพาะในรูปของวีดีโอเทป ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบดังนี้
1) ใช้เป็นเครื่องมือในการสอน โดยจัดทำเป็นบทเรียนสำเร็จรูป แล้วนำมาฉายให้นักศึกษาชม ทำหน้าที่แทนครู
2) ใช้เสริมการสอนของครู โดยนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการสอน ซึ่งผู้สอนจะต้องวางแผนเตรียมการล่วงหน้า
3) ใช้เสริมการเรียนของนักศึกษา โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษานำวีดีโอเทปไปเปิดดูตามลำพังในยามว่าง
4) ใช้เป็นเครื่องมือในการสาธิต หรือใช้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยให้นักศึกษามองเห็นเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด
5) ใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามองเห็น ข้อบกพร่องของตนเองเพื่อหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น 6) ใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมเหตุการณ์ และความรู้ในสาขาวิชาการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้ โดยการบันทึกเรื่องราวลงไว้ในเส้นเทป อาจบันทึกจากรายการโทรทัศน์ จากภาพยนตร์หรือจากกล้องโทรทัศน์ก็ได้
ระบบโทรทัศน์ สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555http://th.wikipedia.org/wiki/ จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าว
ระบบโทรทัศน์
ในปัจจุบันโทรทัศน์นับได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านทุก
ครอบครัว ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจนจะต้องมีไว้เพื่อรับชม
ข่าวสาร ละคอน หรือรายการบันเทิง ต่างๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าภาพและเสียงที่คุณได้ดูได้รับชมอยู่นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเป็นมาและมาปรากฏที่เครื่องรับโทรทัศน์ที่บ้านคุณได้อย่างไร
ภาพที่คุณเห็นจากเครื่องรับโทรทัศน์ในแต่ละภาพจะประกอบด้วยจุดที่มีความเข้มแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันจุด ถ้าคุณเอารูปภาพมา 1 แผ่น แล้วเอากรรไกรตัดภาพออกเป็นแถบเล็ก ๆ ตามแนวราบจะเห็นว่าในแต่ละแถบจะประกอบด้วยจุดเล็ก ๆ ที่มีความเข้มมากน้อยต่างกันเรียงเป็นแถวถ้านำแต่ละแถบมาประกอบเข้าด้วยกันตามลำดับเดิม จะเกิดเป็นภาพมีลักษณะเหมือนภาพเดิมได้
การส่งสัญญาณโทรทัศน์
ก็ใช้หลักเดียวกัน คือจะส่งภาพ ไปทีละจุด จากซ้ายไปขวา และจากส่วนบนไปส่วนล่าง
โดยเปลี่ยนแต่ละจุดของภาพเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ผสมเข้ากับคลื่นวิทยุความถี่สูงใน
ระบบเอเอ็ม แล้วส่งออกไปในอากาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนเสียงนั้นก็ส่งไปใน
ระบบเอฟเอ็ม ทำนองเดียวกับการส่งวิทยุโดยใช้คลื่นที่มีความถี่อยู่ในช่อง(Channel) เดียวกัน
แต่ละช่องจะมีย่านความถี่กว้างประมาณ 6 เมกกะเฮิร์ท ช่อง 2-6 อยู่ในช่วงความถี่ 54-86 เมกกะเฮิร์ทและช่อง 7-13 อยู่ในช่วง174-216 เมกกะเฮิร์ท ภาพแต่ละภาพระบบเดิม
ประกอบด้วย 525 เส้น แต่ปัจจุบันใช้ 625 เส้น เพื่อให้ได้ภาพนิ่มนวลกว่าเดิม และใน 1 วินาที
สามารถส่งภาพได้ถึง 30 ภาพ อุปกรณ์ที่สำคัญในการส่งภาพ คือ หลอดส่งภาพ
(Camera Tube) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกล้องถ่ายโทรทัศน์ เป็นหลอดสูญญากาศ
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์
ในปัจจุบันนี้มีระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่นิยมใช้ในแถบภูมิภาคต่างๆ คือ
1.ระบบ NTSC (National television Standards Committee) เป็นระบบโทรทัศน์สีระบบแรกที่ใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีค.ศ.1953 ประเทศที่ใช้ระบบนี้ต่อ ๆ มาได้แก่
ญี่ปุ่น แคนาดา เปอเตอริโก้ และเม็กซิโก เป็นต้น
2.ระบบ PAL (Phase Alternation Line) เป็นระบบโทรทัศน์ที่พัฒนามาจากระบบ NTSC ทำให้มีการเพี้ยนของสีน้อยลง เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 ในประเทศทางแถบยุโรป คือ เยอรมันตะวันตก อังกฤษ ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม บราซิล เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน
สวิตเซอร์แลนด์ และมีหลายประเทศในแถบเอเซียที่ใช้กันคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมไปถึง
ประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้
3.ระบบ SECAM (SEQuentiel A Memoire("memory sequential") เป็นระบบโทรทัศน์อีกระบบหนึ่งคิดค้นขึ้นโดย Dr.Henry D.France เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 นิยมใช้กันอยู่หลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก ได้แก่ ฝรั่งเศส อัลจีเรีย เยอรมันตะวันออก ฮังการี
ตูนีเซีย รูมาเนีย และรัสเซีย* เป็นต้น
*ระบบ SECAM ที่รัสเซียใช้มี 625 เส้น
ข้อดีของโทรทัศน์
2.1 มีความสามารถครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาก
2.2 ดึงดูดความสนใจ ให้ภาพ แสง สี เสียง เหมือนเหตุการณ์จริงได้
มากที่สุด
2.3 เสนอข่าวสารได้รวดเร็ว ใช้ถ่ายทอดเหตุการณ์จริงได้
ข้อจำกัดของโทรทัศน์
2.1 มีค่าใช้จ่ายสูงในการผลิต
2.2 เครื่องรับมีราคาแพงเมื่อเทียบกับเครื่องรับวิทยุ
2.3 ผู้ชมไม่อาจทำงานอย่างอื่นไปขณะกำลังรับชมได้สดวก

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้สื่อไอซีทีเพื่อการศึกษา (Information and Communication Technologies)


ที่มาเบญจวรรณ ชมภูนุช 29 มิถุนายน 2551. ICT กับการเรียนรู้ สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555
จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/167962
การประยุกต์ใช้สื่อไอซีทีเพื่อการศึกษา (Information and Communication Technologies)
   การนำ ICT ไปใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงการศึกษา ทั้งนี้เนื่องจาก ICT เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูง กว่าเครื่องมือการสอนอื่น ๆ เราสามารถใช้ ICT เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ คำว่า “ ICT” ย่อมาจาก Information and Communication Technologies
I ย่อมาจากคำว่า Information คือ ระบบสารสนเทศ
C ย่อมาจากคำว่า Communication คือ การสื่อสาร
T ย่อมาจากคำว่า Technology คือ เทคโนโลยี ในที่นี้คือ คอมพิวเตอร์
หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง การรวมตัวกันของเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการสื่อสาร (CT) เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลข่าวสารมาจัดเก็บอย่างเป็นระบบ หรือหมวดหมู่ เพื่อให้ทุกคนที่สนใจเข้าถึงข้อมูล และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สิ่งสำคัญที่คุณครูจะทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้เข้าใจเป็นอย่างดี ก็คือเครื่องมือที่เรียกว่า “สื่อการเรียนรู้” และสื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็คือ สิ่งที่จะสื่อให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ดีที่สุด ซึ่งมีมากมายหลากหลาย การเรียนรู้ในบางเรื่องแค่คุณครูบอกเล่าหรือแสดงท่าทาง เด็กก็เข้าใจได้ และในบางเรื่องต้องใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ เข้ามาช่วย การพิจารณาใช้สื่อ ไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สื่อทุกชนิดมีคุณค่าและมีความสำคัญที่แตกต่าง ขึ้นอยู่กัสถานการณ์ที่จะนำมาใช้ เป็นต้น
การนำเอา ICT มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนหลายรูปแบบ 

เช่นการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer Assisted Instruction)
การเรียนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Leaning)
การเรียนโดยใช้การสื่อสารทางไกล (Distance Learning)
รูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน
1. การเรียนการสอนบนอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ
2. การส่งการสอนทางไกลด้วยการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม
3. การเรียนการสอนโดยการประชุมทางไกลด้วยวีดีทัศน์
4. บทเรียนลักษณะข้อความหลายมิติและสื่อหลายมิติ
5. บันทึกข้อมูลและสารสนเทศด้วยซีดีและดีวีดี
6. การเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีไร้สาย
7. การศึกษาเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) เป็นเจ้าของบริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งผลิตซอฟต์แวร์สำหรับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาเกี่ยวกับการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กับการศึกษาดังนี้ (รุ่ง แก้วแดง. 2543)
1) การเรียนมิได้มีเฉพาะในห้องเรียน การเรียนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนและอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของครูเท่านั้น ในโลกยุคปัจจุบันคนสามารถที่จะเรียนได้จากแหล่งความรู้ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway)
2) ผู้เรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นจะต้องจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และการมองโลกแตกต่างกันออกไป
3) การเรียนที่ตอบสนองความต้องการรายคน การจัดการศึกษาที่สอนเด็กจำนวนมาก (Mass Production Education) โดยรูปแบบที่จัดเป็นรายชั้นเรียนในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของเด็กเป็นรายคนได้ แต่ด้วยพลังอำนาจและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเรียนตามความต้องการของแต่ละคน (Tailor-made Education) สามารถจะเป็นจริงได้ โดยมีครูคอยให้การดูแลช่วยเหลือและแนะนำ
4) การเรียนโดยใช้สื่อประสม ในอนาคตห้องเรียนทุกห้องจะมีสื่อประสม (Multimedia) จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เด็กสามารถเลือกเรียนเรื่องต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันได้มีบริษัทธุรกิจต่างๆ ผลิตสื่อประสมไว้มากมายหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับเนื้อหาที่ จะเรียน สื่อประสมจะเข้ามาในรูปของซีดีรอม (CD-Rom) บนทางด่วนข้อมูลโดยต่อเชื่อมโยงเข้า กับ Internet ที่เป็นระบบ World Wide Web ช่วยให้เด็กสามารถเห็นภาพ ฟังเสียง ดูการเคลื่อนไหว ฯลฯ และมีสถานการณ์สมมุติต่างๆ ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเองได้
5) บทบาทของทางด่วนข้อมูลกับการสอนของครู ปัจจุบันครูต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมการสอนตลอดเวลา แต่ด้วยระบบเครือข่ายทางด่วนข้อมูลจะทำให้ได้ครูที่สอนเก่งจากที่ ต่างๆ มากมายมาเป็นต้นแบบ และสิ่งที่ครูสอนนั้นแทนที่จะใช้กับเด็กเพียงกลุ่มเดียวก็สามารถ สร้าง Web Siteของตนหรือของโรงเรียนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ออกไปให้โรงเรียนอื่นได้ใช้ด้วย ทาง ด่วน ข้อมูลที่ทำให้สื่อสารระหว่างกันได้ (interactive network)จะช่วยปฏิวัติเรื่องการเรียนการสอน
6) บทบาทของครูที่เปลี่ยนไป ครูจะมีหลายบทบาทหน้าที่คือ
บทบาทที่ 1 ทำหน้าที่เหมือนกับผู้ฝึก (Coach) ของนักศึกษา คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำ
บทบาทที่ 3 เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ (Creative Outlet) ให้กับเด็ก
บทบาทที่ 4 เป็นสะพานการสื่อสารที่เชื่อมโยงระหว่างเด็กกับโลก ซึ่งอันนี้ก็คือบทบาทที่ยิ่งใหญ่ ของครู ถ้าครูทำบทบาทอย่างนี้ได้ การเรียนการสอนจะมีความสนุกสนานขึ้นอย่างมาก
7) คอมพิวเตอร์กับความเป็นมนุษย์ ในการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้นั้น ครูและนักเรียนสามารถอยู่กับคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ทำลายศักดิ์ศรีหรือความเป็นมนุษย์ เพราะบทบาท ของครูก็ยังคงอยู่ และจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นถ้าเราสามารถปรับบทบาทของครูให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้
 ICT ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้ดังนี้
1. E-Learning บทเรียนออนไลน์ เรียนรู้โดยผ่านบทเรียนออนไลน์ที่สะดวก รวดเร็ว สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
2. CAI คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียนรู้โดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการที่ทำให้ทำให้ได้สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น เพราะจะมี Feedback กลับมาให้เราได้รู้ผลการเรียนของเราด้วย
3. WEB เว็บไซต์ เป็นการเรียนรู้ที่ใช้เว็บไซต์เป็นหลัก ซึ่งมีมากมายหลากหลายวิชา มีทั้งแบบข้อความเพื่ออ่าน ภาพประกอบ เสียงบรรยาย หรือวีดีโอสอนทำให้เราเรียนรู้ได้เข้าใจง่ายมากขึ้น
4. E-Book หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เราสามารถอ่านหนังสือได้โดยที่เราสามารถเรียนรู้ได้สะดวกขึ้นเพราะไม่ต้องพกหนังสือหลายๆเล่มเพียงแค่มีคอมพิวเตอร์แบบพกพาติดตัว อย่างtablet ก็สามารถพกหนังสือติดตัวได้ทีละหลายๆเล่ม
ที่มาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 11 มีนาคม 2009 ICT กับการปฏิรูปการศึกษา สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555จาก http://gilfkaevarity.wordpress.com

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในด้านการศึกษา (ICT)
- คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ช่วยสอน ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าบทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในปัจจุบันมักอยู่ในรูปของสื่อประสม (Multimedia)ซึ่งหมายถึงนำเสนอได้ทั้งภาพ ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนนี้เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบ กับบทเรียนได้ตลอด จนมีผลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนรู้ บทเรียนได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจในเนื้อหาวิชาของบทเรียน
- การเรียนการสอนโดยใช้เว็บเป็นหลัก เป็นการจัดการเรียน ที่มีสภาพการเรียนต่างไปจากรูปแบบเดิม การเรียนการสอนแบบนี้ อาศัยศักยภาพและความสามารถของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการนำเอาสื่อการเรียนการสอน ที่เป็นเทคโนโลยี มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูล และเชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกสถานที่และทุกเวลา
- อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค คือการเก็บข้อมูลจำนวนมากด้วยซีดีรอม หนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลตัวอักษรได้มากถึง 600 ล้านตัวอักษร ดังนั้นซีดีรอมหนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลหนังสือ หรือเอกสารได้มากกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม และที่สำคัญคือการใช้กับคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถเรียกค้นหาข้อมูลภายในซีดีรอม ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ดัชนี สืบค้นหรือสารบัญเรื่อง ซีดีรอมจึงเป็นสื่อที่มีบทบาทต่อการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะในอนาคตหนังสือต่าง ๆ จะจัดเก็บอยู่ในรูปซีดีรอม และเรียกอ่านด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์บุค ซีดีรอมมีข้อดีคือสามารถจัดเก็บ ข้อมูลในรูปของมัลติมีเดีย และเมื่อนำซีดีรอมหลายแผ่นใส่ไว้ในเครื่องอ่านชุดเดียวกัน
- วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึงการประชุมทางจอภาพ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างบุคคล หรือคณะบุคคลที่อยู่ต่างสถานที่ และห่างไกลกันโดยใช้สื่อทางด้านมัลติมีเดีย ที่ให้ทั้งภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เสียง และข้อมูลตัวอักษร ในการประชุมเวลาเดียวกัน และเป็นการสื่อสาร 2 ทาง จึงทำให้ ดูเหมือนว่าได้เข้าร่วมประชุมร่วมกันตามปกติ ด้านการศึกษาวิดีโอเทคเลคอนเฟอเรนซ์ ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสียง นักเรียนในห้องเรียน ที่อยู่ห่างไกลสามารถเห็นภาพและเสียง ของผู้สอนสามารถเห็นอากับกิริยาของ ผู้สอน เห็นการเคลื่อนไหวและสีหน้าของผู้สอนในขณะเรียน คุณภาพของภาพและเสียง ขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางการสื่อสาร ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งที่มีการประชุมกัน ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน กล้อง อุปกรณ์เข้ารหัสและถอดรหัส ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
- ระบบวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) เป็นระบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมนำมาใช้ ในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ทำให้ผู้ชมตามบ้านเรือนต่าง ๆ สามารถเลือกรายการวิดีทัศน์ ที่ตนเองต้องการชมได้โดยเลือกตามรายการ (Menu) และเลือกชมได้ตลอดเวลา วิดีโอออนดีมานด์ เป็นระบบที่มีศูนย์กลาง การเก็บข้อมูลวีดิทัศน์ไว้จำนวนมาก โดยจัดเก็บในรูปแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (Video Server) เมื่อผู้ใช้ต้องการเลือกชมรายการใด ก็เลือกได้จากฐานข้อมูลที่ต้องการ ระบบวิดีโอ ออนดีมานด์จึงเป็นระบบที่จะนำมาใช้ ในเรื่องการเรียนการสอนทางไกลได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียน ในสิ่งที่ตนเองต้องการเรียนหรือสนใจได้
- การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) ปัจจุบันได้มีการกล่าวถึงระบบการสืบค้นข้อมูลกันมาก แม้แต่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็มีการประยุกต์ใช้ไฮเปอร์เท็กซ์ในการสืบค้นข้อมูล จนมีโปรโตคอลชนิดพิเศษที่ใช้กัน คือWorld Wide Web หรือเรียกว่า www. โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้โปรโตคอลhttp เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบไฮเปอร์เท็กซ์ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ไฮเปอร์เท็กซ์มีลักษณะเป็นแบบมัลติมีเดีย เพราะสามารถสร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เก็บได้ทั้งภาพ เสียง และตัวอักษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพ
ที่มา ยืน ภู่วรวรรณ และ สมชาย นำประเสริฐชัย ไอซีทีเพื่อการศึกษาไทย กรุงเทพฯ : หจก.เม็ตทรยพริ้งติ้ง, 2546.
อินเทอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อย และเครือข่ายใหญ่สลับซับซ้อนมากมาย เชื่อมต่อกันมากกว่า 300 ล้านเครื่องในปัจจุบัน โดยใช้ในการติดต่อสื่อสาร ข้อความรูปภาพ เสียงและอื่น ๆ โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใช้งานกระจายกันอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันได้มีการนำระบบอินเทอร์เน็ต เข้ามาใช้ในวงการศึกษากันทั่วโลก ซึ่งมีประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก
ลักษณะการใช้ ICT
การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน
การสร้างแหล่งข้อมูลด้วยตนเอง
บทบาทของสถานศึกษาในการใช้ ICT เพื่อจัดการเรียนรู้


บทบาทของสถานศึกษา


1. กำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันด้าน ICT
2. จัดทำหลักสูตร/จัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพความต้องการด้าน ICT
3. ผู้บริหารมีความมุ่งมั่น และมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
4. สนับสนุนครู และบุคลากรทางการศึกษาได้มีโอกาสเข้าถึงการใช้งาน ICT อย่างทั่วถึง
5. ปรับบทบาทและวิธีการสอนของครู

ความสำเร็จในการใช้ ICT ในการเรียนรู้
1.ผู้เรียน :จะต้องมีทักษะพื้นฐานในการใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้
2. หลักสูตร :จะต้องมีการสอดแทรก ICTเข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนและส่งเสริมให้เกิดการคิด วิเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้
3. ผู้สอน/ผู้บริหาร : จะต้องมีทักษะพื้นฐาน และสามารถนำ ICT ไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการ สอน
4. เทคโนโลยี : เลือกใช้เทคโนโลยีได้สอดคล้อง และเหมาะสมกับผู้เรียน
ข้อดีของ ICT
1.เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
2.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
3.ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
4.ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี
ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ
ข้อเสียของ ICT
1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2.ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
3.ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้านอุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
4.ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้



วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สื่อประเภทโสตทัศนูอุปกรณ์ (Audio Visual Equipment)

 (oknation.net  อังคาร พฤศจิกายน 2550.  โสตทัศนูปกรณ์ (Audio Visual Equipment)  สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=148850)
จากเว็บไซต์ที่ได้สืบค้นบทความ บทความได้กล่าวว่า
โสตทัศนูปกรณ์ (Audio Visual Equipment) 
สื่อประเภทโสตทัศนูอุปกรณ์ (Audio Visual  Equipment)  สามารถแบ่งตามลักษณะการสื่อสารเป็น 3 จำพวก ได้แก่
1.เครื่องฉาย (Visual Projector Equipment)
2.เครื่องเสียง (Audio Equipment)
3.สื่อเครื่องมือและอุปกรณ์ ประเภทอื่น ที่มีราคาค่อนข้างแพง
คุณค่าและประโยชน์ของโสตทัศนอุปกรณ์ 
โสตทัศนอุปกรณ์เป็นส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องการจัดนิทรรศการอย่างไร คำถามนี้เมื่อใช้ความรู้ด้านการสื่อสารมาอธิบายจะพบว่าโสตทัศนอุปกรณ์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของกระบวนการสื่อสาร โดยเฉพาะเมื่อเป็นการสื่อสารที่จำแนกตามจำนวนผู้รับสาร แต่อย่างไรก็ตามในการนำเสนอในกลุ่มใหญ่ ปกติที่มีจำนวนเข้ารับฟังการนำเสนอ หรือผู้ชมประมาณ 30-40 คน ผู้นำเสนออาจไม่ใช้โสตทัศนอุปกรณ์ช่วยการนำเสนอก็สามารถสื่อสารกับผู้ฟังได้เช่นกัน หรืออาจจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่หากว่ามีการนำโสตทัศนอุปกรณ์มาใช้ร่วมแล้วย่อมส่งผลดีต่อการนำเสนอหรือการสอนนั้น เช่น ผู้ชมรับฟังเข้าใจได้ตรงกันในเวลาอันรวดเร็ว    ผู้ชมได้ยินเสียงอย่างชัดเจนทั่วถึง เป็นต้น ดังนั้นโสตทัศอุปกรณ์ จึงมีคุณค่าและประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำเสนอ
1.เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร
2. สร้างความสนใจและช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้ชม
3.ส่งเสริมลักษณะการเรียนรู้และความเข้าใจ
4.ช่วยเพิ่มช่องทางในการรับส่งข้อมูล
5.เอาชนะข้อจำกัดบางประการของข้อมูลในการนำเสนอ
หลักและวิธีการใช้โสตทัศนอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ  สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้งานที่เกิดขึ้นได้รับผลตามความมุ่งหมาย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ คือ
1. ผู้ใช้รู้และเข้าใจการใช้งานอย่างถูกวิธี และถูกขั้นตอน
2. ผู้ใช้เข้าใจคุณค่า คุณลักษณะ และประโยชน์ในการใช้ของเครื่องมืออุปกรณ์นั้นอย่างแท้จริง
จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ถ้าผู้ใช้โสตทัศนอุปกรณ์ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาทั้ง 2 ข้อ ผลที่จะเกิดตามมาก็คือ การพัฒนาการใช้ที่หลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธีการ ที่แปลก หรือซับซ้อนมากขึ้น กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เทคนิคการใช้นั้นเอง
3.1 เครื่องฉาย (Visual Equipment System)
เครื่องฉายเป็นสื่อประเภทอุปกรณ์ที่มีบทบาทต่อการจัดนิทรรศการเป็นอย่างมาก มีคุณสมบัติ และลักษณะที่จะต้องอาศัยวัสดุฉายประกอบร่วมด้วย สามารถใช้กับผู้ชมจำนวนมาก และสามารถใช้ร่วมกับสื่อประเภทอื่น ตลอดจนสามารถประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตสื่อการฉายภาพด้วยเครื่องฉายเป็นกระบวนการเกิดภาพบนจอภาพ และมุ่งเน้นที่จะให้ภาพที่ปรากฏมีขนาดใหญ่ ชัดเจน และต้องไม่ผิดเพี้ยน 
ดังนั้นการฉายภาพจึงต้องประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 สิ่ง จึงจะเกิดการฉายที่สมบูรณ์ คือ
1.เครื่องฉาย(Projector)
2.สิ่งที่จะนำมาฉาย หรือวัสดุฉาย (Material)
3.จอรับภาพ (Screen)
การกำหนดและติดตั้งจอภาพ (Screen Setting)
ก่อนการติดตั้งจอภาพผู้ติดตั้ง จำเป็นจะต้องพิจารณาตำแหน่งของจอภาพ นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการรับชมแก่ผู้ชม แล้ว ยังเป็นส่งผลต่อคุณภาพของภาพ ด้านความสว่าง  ความคมชัด และความถูกต้องของภาพที่ปรากฏ โดยต้องคำนึงต่อองค์ประกอบต่อไปนี้
1.ขนาดพื้นที่
2.จำนวนผู้ชมและตำแหน่งเก้าอี้ โต๊ะ หรือบริเวณของการยืนรับชม
3.แสงสว่างภายในห้อง
4.ตำแหน่งของเครื่องฉาย
การติดตั้งจอภาพสามารถกระทำได้หลายลักษณะขึ้นอยู่กับโครงสร้างและส่วนประกอบของจอภาพนั้นๆ เราจะพบเห็นการติดตั้งจอภาพโดยทั่วไปใน 3 ลักษณะ คือ
1.แบบสามขา หรือขาตั้ง (Tripod or Portable)  การติดตั้งลักษณะนี้ เป็นการติดตั้งที่กำหนดโดยลักษณะของจอที่ผลิตเป็นแบบเคลื่อนย้าย คือจอภาพมีขาตั้งติดมาด้วย หรือ เนื่องด้วยเป็นการติดตั้งชั่วคราว ที่สามารถแยกส่วนจอและขาตั้งจากกันได้
2. แบบยึดติดผนัง (Spring loaded wall screen) กรณีนี้มักติดตั้งเป็นการถาวร อาจจะใช้วิธีดึงจอขึ้น หรือลงก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของจอของแต่ละผู้ผลิต ปัจจุบันมีระบบควบคุมการเก็บและใช้สะดวกมากขึ้น จอแบบนี้เวลาดึงออกมาใช้จะตั้งฉากกับพื้น
3.แบบยึดติดฝ้าเพดาน คล้ายกับแบบติดผนังแต่สามารถปรับมุมในการรับภาพของจอภาพ เพื่อแก้ปัญหาการผิดเพี้ยนของภาพ ที่เรียกว่า Keystone effect
เครื่องฉายสไลด์ (Slide projector)

       เครื่องฉายสไลด์มีหลักการเกิดภาพคล้ายกับเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ แต่วัสดุที่นำมาใช้เป็นฟิล์มสไลด์ที่ได้จาการถ่ายรูป หรือพิมพ์ด้วยวิธีการอื่น เช่น  จากเครื่องสร้างภาพสไลด์จากคอมพิวเตอร์ สไลด์เหมาะแก่การใช้กับการนำเสนอกลุ่มใหญ่เช่นเดียวกับเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ เครื่องฉายสไลด์ที่ใช้ในการนำเสนอมีอยู่  2  แบบ โดยแบ่งตามความสามารถในการควบคุมเครื่อง คือ
1. เครื่องฉายสไลด์แบบ Manual แบบนี้การเปลี่ยนภาพแต่ละภาพใช้การควบคุมที่ตัวเครื่อง หรือผ่านตัวควบคุมระยะไกล (Remote control) การใช้จึงจำเป็นต้องมีคนช่วย หรือต้องควบคุมด้วยผู้นำเสนอเอง นิยมใช้ในการนำเสนอแบบประกอบการบรรยาย เพราะสามารถเปลี่ยนได้ตามความต้องการในทันทีทันใด
2.  เครื่องฉายสไลด์แบบ Automatic เครื่องฉายสไลด์แบบ Automatic หรืออาจเรียกได้ว่าแบบ Programmable เป็นเครื่องฉายที่มีการควบคุมการเปลี่ยนภาพจากอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องควบคุมแบบเทปบันทึกเสียง อาศัยการบันทึกสัญญาณควบคุมลงในเทปเสียง เมื่อเล่นกลับสัญญานควบคุมที่บันทึกไว้จะถูกส่งไปควบคุมเครื่องฉายสไลด์ให้เปลี่ยนภาพตามเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นเวลาที่เทปเดินนั้นเอง ตรงนี้นอกจากจะบันทึกสัญญาณควบคุมแล้ว ยังสามารถบันทึกสัญญาณเสียงลงไปในเทปได้ด้วย ในลักษณะนี้เราจะรู้จักกันทั่วไปว่า เป็นสไลด์ประกอบคำบรรยาย  สไลด์ประกอบคำบรรยายนี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 2 เครื่องเป็นต้นไป สามารถสร้างเทคนิคพิเศษในการเปลี่ยนภาพ เช่นการ เฟด การจางเข้าออก การซ้อนภาพ และถ้ามีจำนวนเครื่องฉายตั้งแต่ 4 เครื่องขึ้นไปจะสามารถทำเทคนิคการนำเสนอได้หลากหลายมาขึ้น และเรียกการนำเสนอนั้นว่า สไลด์มัลติวิชั่นสไลด์กล่าวได้ว่ามีคุณค่าและประโยชน์ไม่แพ้เครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ มีคุณค่าและประโยชน์ที่คล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย คือ
1. สามารถยืดหยุ่นในการนำสื่อไปจัดใช้
2. สามารถใช้ในนำเสนอได้ทั้งแบบรายบุคคล กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่
3. สามารถโปรแกรมได้ ร่วมกับเทปเสียง
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เครื่องฉายสไลด์ในเนื้อหาต่างๆ
1.ด้านศิลปะ  ใช้สไลด์แสดงภาพผลงานจิตรกร
2.ประวัติศาสตร์  ใช้สไลด์แสดงภาพสถานที่  รายละเอียดต่างๆ คล้ายการไปทัวร์
3.ชีววิทยา    ใช้สไลด์นำเสนอภาพถ่ายใกล้มากๆ หรืออธิบายรายละเอียดเป็นขั้นตอน
เครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์( Computer Image Projector )
เครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์เป็นโสตทัศนอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นแม้จะมีราคาสูงแต่ประสิทธิภาพ และการใช้งานนั้นค่อนข้างสูง เครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีให้เห็นกันอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดที่เรียกว่า LCD panel ชนิดนี้เวลาใช้นอกจาจะต้องต่อกับคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดข้อมูลต่างๆ แล้ว ต้องอาศัยเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะเป็นตัวส่งผ่านไปยังจอรับภาพ ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นแบบ desktop projector ชนิดนี้เป็นชนิดที่รวมเครื่องฉายไว้ในตัวเวลาใช้เพียงแต่ต่อสายสัญญานภาพจากคอมพิวเตอร์ก็สามารถฉายขึ้นจอภาพในทันที ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะออกแบบให้สามารถใช้ได้ทั้งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเทปวิดีทัศน์ กล้องโทรทัศน์ หรือเครื่องจับภาพ 3 มิติ ที่เรียกกันว่า Visual presenter หรือ Video Imager
คุณค่าและประโยชน์
คุณค่าและประโยชน์ของเครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์นั้นเหมือนกับเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ และสไลด์ แต่สำหรับเครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์นั้น คุณค่าและประโยชน์จะเน้นไปในการช่วยแก้ปัญหาในการนำเสนอข้อมูลที่ ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ซึ่งมีขนาดเล็ก ไม่สามารถให้เห็นได้พร้อมๆ กันอย่างทั่วถึง ดังนั้นจะเห็นว่าเงื่อนไขที่น่าจะเป็นข้อตัดสินใจว่าควรใช้เครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์หรือไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากข้อมูลในการนำเสนอด้วยเช่นกัน ถ้าข้อมูลอยู่ในคอมพิวเตอร์ ข้อมูลนั้นจำต้องแสดงผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น หรือเป็นการนำเสนอสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรง เป็นต้น อย่างไรก็ตามมิได้เป็นข้อจำกัดถ้าไม่ใช่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถใช้เครื่องฉายภาพคอมพิวเตอร์ในการนำเสน

ที่มาวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  25 ตุลาคม 2554  เครื่องเสียง  สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2555
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87
เครื่องเสียง (Audio Equipment)
1.เครื่องขยายเสียง
เครื่องเสียง หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียง หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการขยายเสียง ถ่ายทอดเสียง กระจายเสียง เป็นต้น ในภายหลังยังนิยมเรียกรวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสัญญาณภาพด้วย
ประเภทของเครื่องเสียง
เครื่องเสียงนั้นมีด้วยกันหลายประเภท โดยอาจแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ดังนี้
อุปกรณ์แหล่งสัญญาณ
เป็นอุปกรณ์ต้นสัญญาณ โดยอาจเป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณเอง หรือรับสัญญาณจากคลื่นวิทยุก็ได้ เช่น
เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต เครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นดีวีดี, เครื่องรับวิทยุ ,เครื่องรับโทรทัศน์, เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม
อุปกรณ์ปรับแต่งสัญญาณ 
ขยายสัญญาณ หรือแปลงสัญญาณ แล้วแต่การใช้งาน เช่น ปรีแอมปลิไฟเออร์, เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์, อีควอไลเซอร์, มิกเซอร์, เซอราวด์ซาวด์โปรเซสเซอร์
อุปกรณ์กระจายเสียง 
เป็นส่วนท้ายสุดของระบบเครื่องเสียง เป็นตัวถ่ายทอดผลลัพธ์สุดท้ายออกมา ซึ่งก็คือ ลำโพง นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบเครื่องเสียงอีกมากมาย เช่น ไมโครโฟน, สายเคเบิล, สายสัญญาณ เป็นต้น

ที่มา arttubeaudio.com  เครื่องเล่นเทป  สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2555
จาก  http://www.arttubeaudio.com/review_a4.htm
จากบทความของเว็บไซต์ได้กล่าวว่า
เครื่องเล่นเทป
เครื่องเล่นเทป (Cassette deck)
เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เป็นที่นิยมในสมัย พ.ศ. 2520 สมัยก่อนมีการพัฒนากันจนใช้เทคโนโลยีแบบสุดๆ  เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด  ต่อมาเจอเทคโนโลยี ของเครื่อง เล่น Compact  disc  โจมตีจนปัจจุบันเครื่องเล่นเทปแทบจะเลิกผลิตกันไปแล้ว   เครื่องเล่นเทปคาสเซท  นับว่ามีเสน่ห์ และเทปที่นำมาเล่นราคาถูก หาซื้อได้ทั่วไป จึงเป็นที่นิยมในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก
เทปคาสเสท มีเส้นเทปขนาด 3- 7.4 มิลลิเมตรเส้นเทปนี้ถูกฉาบด้วยสารผงสารแม่เหล็ก  เมื่อนำเทปไปใส่เครื่องเล่นกลไกต่างๆ จะหมุนทำให้เทปผ่านหัวเทป  (Playback Head)สภาพของผงสารแม่เหล็ก เมื่อผ่านหัวเทป จะทำให้เกิดสัญญาณแรงดันไฟฟ้าขึ้นที่ขดลวดที่ฝังอยู่ในหัวเทป ซึ่งเหมือนกับตอนที่บันทึกมาคือ แรงดันฟ้าที่ป้อนให้หัวอัด(Recording Head) พิมพ์สัญญาณลงในเส้นเทป สัญญาณนี้จะถูกขยายให้เป็นดนตรีให้ได้ยินกันหัวเทปส่วนใหญ่เครื่องเล่นคุณภาพดีๆ จะมี 2 หัว คือหัวเล่นกลับและหัวบันทึกในตัวเดียวกัน และหัวลบ บางเครื่องก็มีถึงสามหัว   โดยแยกหัวบันทึก และหัวเล่นกลับออกมาต่างหาก มีมากหัวก็ไม่ได้ดีไปกว่าน้อยหัว เพราะถ้าการออกแบบกลไกไม่ดีพอทำให้เสียงแย่ลง
ชนิดของเทป คาสเสท เวลาในการเล่นที่แตกต่างกัน
         -C-60  ใช้เวลาในการเล่นหนึ่งหน้านาน 30 นาที   หน้า สอง 30 นาที  รวมเป็น 60 นาที
         -C-90  ใช้เวลาในการเล่นหนึ่งหน้านาน 45 นาที   หน้า สอง 45 นาที  รวมเป็น 90 นาที
         -C-120 ใช้เวลาในการเล่นหนึ่งหน้านาน 60 นาที  หน้า สอง 60 นาที  รวมเป็น 120 นาที
ศัพท์ทางเทคนิคและความหมาย Timer Recordinความสามารถในการตั้งเวลาบันทึกเสียง มีความยุ่งยากในการใช้งานพอสมควรAuto Reverse  สามารถเล่นหน้าสองได้อัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาลุกไปเปลี่ยนเทปPause เป็นการหยุดการเล่นเทปชั่วคราว เหมือนกับเครื่องเล่น CD Auto Stop   เมื่อเล่นเทปไปจนหมดม้วนแล้วก็จะหยุดอัตโนมัติREC Muteการบันทึกเสียงจากราการวิทยุต่างๆเมื่อไม่ต้องการเสียงคนพูด แต่เทปจะหมุนไปเรื่อยๆไม่ได้หยุดแบบ ปุ่ม Pause

ที่มา ธานี ภู่นพคุณ  23 มิถุนายน 2555  เทคนิคการใช้โสตทัศนูปกรณ์ในการนำเสนอ  สื่อค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2555 จาก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/162800?locale=en
จากบทความของ  ธานี ภู่นพคุณ  ได้กล่าวว่าเรื่องของเทคนิคการใช้โสตทัศนูปกรณ์ในการนำเสนอ
เทคนิคการใช้โสตทัศนูปกรณ์ในการนำเสนอ
1. กำหนดวัตถุประสงค์
 ที่สามารถพิสูจน์และวัดผลได้ในสิ่งที่เราได้พูดไปแล้วหรือนำเสนอไปแล้วว่า ผู้ฟังมีปฏิกริยาที่แสดงถึงความเข้าใจหรือไม่ มีทัศนคติเป็นอย่างไร เกิดความชำนาญและเป็นบุคคลที่มีคุณภาพที่ดี เขาปฏิบัติตามที่เราต้องการหรือเปล่า เป็นต้น
 2. ลักษณะของการนำเสนอ  การนำเสนอมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ 
เช่น
1.การประชาสัมพันธ์- โฆษณา
2.การเรียน การสอน
3.การฝึกอบรม
4.การประชุมสัมมนา
5.การขาย
6.การประชุมลูกค้า
7.การอภิปราย
8.การรายงานต่อผู้บังคับบัญชา
9.การรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น
10.การแถลงข่าวสื่อมวลชน
11.การบันเทิง
12.การนิทรรศการ-แสดงสินค้า
3. การเลือกใช้สื่อและอุปกรณ์มีโสตทัศนูปกรณ์ชนิดต่างๆ  มากมายที่สามารถมาใช้ในการนำเสนอ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจใช้สื่อหรืออุปกรณ์ใดแล้วควรจะวิเคราะห์เสียก่อนว่าสื่อหรืออุปกรณ์ใดจึงจะเหมาะสอดคล้องกับเรื่องที่จะนำเสนอ ขนาดและลักษณะของผู้ฟัง สถานที่ในการนำเสนอ เวลาในการนำเสนอ เวลาสำหรับในการผลิตสื่อ งบประมาณ  โสตทันูปกรณ์และสื่อสำหรับใช้ในการนำเสนอควรจะสอดคล้องและเหมาะสมกับเรื่องราวเครื่องเสียงชนิดต่าง ๆ
ชอล์ก กระดานดำ
ฟลิปชาร์ต-แผนภูมิ-ของจริง
เครื่องฉายไมโคร ไมโครฟีล์ม
เครื่องฉายข้ามศีรษะ
เครื่องฉายภาพทึบแสง
เครื่องฉายภาพยนตร์
เครื่องฉายโปรเจคเตอร์  ทีวี
เครื่องเล่นวีดีโอเทป
เครื่องฉายภาพวิชวล
เครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องเล่น  ดีวีดี  ซีวีดี  เอ็มพี 3  และเอ็มพี โฟร์
4. การวางโครงเรื่องและภาพที่จะนำเสนอ
การจะเป็นนักพูดที่มีการนำเสนอที่ดีแล้ว ควรจะมีการเตรียมการหรือวางแผนเสียก่อน ดังสุภาษิตจีนบทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า " ระยะทางร้อยลี้จะต้องมีก้าวแรกเสมอ " นักโสตทัศนศึกษาที่ดีแล้ว  ควรจะนึกถึงเรื่องและภาพออกมาในเวลาเดียวกันได้ แต่ก่อนจะร่างโครงเรื่องใด ๆ ควรจะมีการวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังเสียก่อน ซึ่งหลักในการวิเคราะห์มีดังนี้
ขนาดของกลุ่ม
อาชีพและการศึกษา
อายุและเพศ
ความรู้ของผู้ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะนำเสนอ
ทัศนคติที่มีต่อเรื่องที่จะนำเสนอ
ความเชื่อถือเก่า ๆ
ความกระทบกระทั่งต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมระหว่างชุมชน ชนชาติ  ศาสนาฯลฯ
การวางโครงเรื่อง
ตั้งหัวข้อเรื่อง
ร่างโครงเรื่องให้ตรงกับหัวข้อเรื่อง
คำนำเรื่อง เพื่อชักจูงความสนใจให้ติดตาม
เนื้อเรื่อง อธิบายเนื้อหาสาระ
สรุป เพื่อย่อและทบทวนเพื่อหาสาระ
ภาพที่จะใช้ประกอบการนำเสนอ
เลือกภาพให้ตรงกับเนื้อเรื่อง
เลือกใช้ภาพที่เหมาะสมกับกาลเวลา
เลือกใช้ภาพที่ดีมีคุณภาพ
เรียบเรียงภาพตามขั้นตอนของเนื้อเรื่อง
5. กำหนดขั้นตอนสำคัญในการนำเสนอ
ในการนำเสนอแต่ละครั้งควรจะจัดขั้นตอนว่าอะไรควรเสนอก่อนหลัง เช่นการแนะนำตัว หรือว่านำเสนอก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าจะมีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้การเสนอนั้น ๆได้รับการสนใจและเกิดความประทับใจจากผู้ฟัง
6. การนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพต่อผู้ฟัง
    ก่อยนำเสนอนั้นผู้พูดควรจะต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้ฟังให้มาก มีนักพูดประสบความล้มเหลวมามากแล้ว    ที่ไม่ได้ตำนึงถึงกลุ่มผู้ฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการนำอุปกรณ์โสตทัศนศึกษา เข้ามาประกอบการนำเสนอ ผู้นำเสนอควรจะระวังหรือคำนึงถึงสิ่งต่างๆ  ดังนี้
ผู้ฟังและผู้พูดควรจะเห็นกันได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม
ผู้ฟังและผู้พูดควรจะได้ยินเสียงอย่างชัดเจน
ผู้ฟังและผู้พูดควรจะเห็นภาพที่ปราฏบนจอได้อย่างชัดเจน
ผู้ฟังคือบุคคลสำคัญ
ควรคำนึงถึงสถานที่ให้มาก ถ้าไม่คุ้นกับสถานที่ควรไปดูสถานที่ก่อน
7. ซ้อมการนำเสนอ 
ถ้าเป็นนักพูดที่เก่งแล้วไม่ควรประมาท ในกรณีที่จะต้องใช้อุปกรณ์โสตทัศนศึกษา  ควรจะต้องมีการผึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง  
กำหนดเวลาในการพูดและซ้อมให้ด้ในเวลา
ซ้อมการใช้สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆที่จะนำไปใช้
ถ้าได้ซ้อมในสถานที่จริงก็จะเป็นประโยชน์มาก
ควรจะซ้อมการนำเสนอต่อหน้าผู้ทีจะให้คำแนะนำได้
ควรจะซ้อมด้วยความมั่นใจก่อนนำเสนอจริง
8. โฆษณา / ประชาสัมพันธ์ 
ในบางกรณีจะมีการนำเสนอในโอกาสพิเศษ  จะต้องมีการลงทุนทั้งงบประมาณ และการเสนอที่แปลกใหม่ เช่นการประชุมลูกค้าในการขาย ควรประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มที่เราต้องการ ให้มาชุมนุมให้ได้  ทั้งนี้เพื่อจะไดให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เราลงทุนและให้เขาเล็งเห็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับ
9. เตรียมตัวของท่านให้พร้อมอยู่เสมอ  เมื่อท่านได้ฝึกซ้อมการพูดแล้วมิใช่ว่าจะสำเร็จแล้ว สำหรับท่านที่จะไม่ค่อยมีโอกาสนำเสนอบ่อยนัก ผู้นำเสนอควรจะหาประสบการณ์และเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะเป็นผู้นำเสนอมืออาชีพ- ท่านจะต้องมีความมั่นใจในเรื่องที่นำเสนอเต็มที่ ท่านจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ฟัง ท่านจะต้องรู้จักผ่อนคลายอิริยาบท ไม่เครียด อย่ากังวล-ประหม่า ควรจะเตรียมตัวในการเลือกการแต่งกายให้เหมาะสม
10. บทสรุป ทบทวน ตอบข้อซักถาม
     ผู้นำเสนอจะต้องเตรียมพร้อมในเรื่องการสรุปเนื้อเรื่องที่นำเสนอ และในขณะเดียวกันอาจจะมีข้อซักถาม          
ผู้นำเสนอจะต้องมั่นใจ และเตรียมพร้อมด้วยความสุขุม สุภาพ ฉนั้น ผู้นำเสนอจะต้องกำหนดเวลาเพื่อเหตุการณ์เหล่านี้ด้วย
11. การเตรียมงาน - อุปกรณ์  ก่อนนำเสนอ
ตัดสินใจว่าควรจำนำอุปกรณ์อะไรไป  สำรองหลอดอะไหล่ เครื่อง สายต่าง ๆ เลนซ์  นำอุปกรร์ต่างๆ ที่จะใช้งาน ที่อยู่ในสภาพดีไปเท่านั้น  กรณีเดินทางไกลควรจะสอบถามแต่ละท้องถิ่นว่ามีอุปกรณ์อะไรที่ต้องการใช้ ว่ามีหรือเปล่า  ควรจะมีปัญชีรายการสิ่งของบันทึกไว้อย่างละเอียด
12. ที่สถานที่นำเสนอ ( ห้องบรรยาย )
ไปถึงก่อนบรรยายในการนำเสนอ
ติดตั้งเครื่อง  และอุปกรร์ด้วยความละเอียด
ตรวจสอบและทดลองซ้อมการใช้ด้วยความมั่นใจ
ตรวจสอบระบบเสียงให้ได้ยินอย่างชัดเจน
ตรวจสอบภาพว่าสัมพันธ์กับผู้ชมหรือไม่
ตรวจสอบว่าผู้ชมเห็นภาพชัดเจนและทั่วถึง
ควรใช้สูตรระบบ 8 H ทุกครั้ง ในการฉายภาพทุคร้ง
ควรคำนึงระบบการถ่ายเทอากาศไว้ด้วย
ขณะที่เปิดการนำเสนอ
รักษาเวลาในการนำเสนอ ( พูด - แสดง )
ใช้ภาพให้ตรงกับการพูด
อย่าหันหลังให้ผู้ชมมากนัก
ผู้พูดควรจะเป็นผู้ควบคุมการฉายเอง  ถ้าทำได้
อย่าโยนความผิดต่อหน้ากลุ่มผู้ฟังไปให้คนอื่น เมื่อเกิดการผิดพลาดขั้นตอน
ใช้หลักการพูดในที่ชุมชนมาประยุกต์ใช้
อย่าให้มีแสงสว่างจ้าปรากฏบนจอก่อนหรือหลังการพูด
ข้อบกพร่องที่พบเสมอ
หลอดฉายขาดระหว่างการใช้เครื่อง
ติดขัดขณะดำเนินรายการ
ห้องมีแสงสว่างมาก ทำให้เห็นภาพไม่ชัดเจน
เรียงลำดับและกลับภาพผิด ๆ ถูก
คำพูดกับภาพไม่ตรงกัน
ภาพไม่สัมพันธ์กับผู้ชม
มีแสงสว่างจ้าปรากฏบนจอ
ผู้พูดหันหลังให้ผู้ชมมากเกินไป
ข้อแนะนำ
ซ้อมการนำเสนอด้วยความมั่นใจ
ใช้ภาพเป็นแนวทางในการพูด
ใช้ทักษะในการพูดมาประยุกต์ใช้
วิธีที่จะไม่หันหลังให้ผู้ชมมากเกินไป ให้ใช้กระจกส่องมองหลังหรือทีวีมอนิเตอร์ขนาดเล็ก
" บุคคลิกภาพของมนุษย์ คือขุมทรัพย์มหาศาลแห่งพิภพ "เอกสารประกอบการอบรมการถ่ายภาพที่มีคุณค่าที่ได้รับจากการเข้าฝึกอบรม  ย้อนไปในอดีตที่ บริษัทโกดักโด่งดังมากในยุทธจักรของสื่อที่ต้องผลิตด้วยฟีล์มเป็นหัวใจสำคัญ   เป็นการเผยแพร่ให้กับสมาชิกผู้สนใจเพื่อจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ที่ถูกต้อง และได้เพิ่มเติมอุปกรณ์บางอย่างที่เป็นปัจจุบันเข้าไปด้วย  จึงขออภัยผู้เขียนไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ทันสมัยนำไปใช้ในด้านการเรียน  การสอน  และ การประชุมสัมนา ทั้งภาครัฐ -เอกชน สำหรับวิทยากรที่สนใจทุกท่าน
เขียนโดย: สยาม เอี่ยมพิชัยฤทธิ์   ศูนย์ฝึกอบรม  บริษัทโกดัก ( ประเทศไทย) จำกัด

ที่มา  rmutto.ac.th  คลังความรู้การใช้อุปกรณ์ ICT ในห้องเรียน คณะเทคโนโลยีสังคม สื่อค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2555 จาก http://project.chan.rmutto.ac.th/2552/fixtools/page/ict.html
โอเวอร์เฮด โปรเจคเตอร์
โอเวอร์เฮด โปรเจคเตอร์

การทำงานของเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เป็นเครื่องฉายที่ใช้ระบบฉายแบบอ้อม คือ รวมแสงจากหลอดฉายผ่านแผ่นโปร่งใส ผ่านเลนส์ฉายสะท้อนไปสู่จอรับภาพ 
การใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ (Overhead Projector)
1.เตรียมแผ่นโปร่งใสที่จะใช้บรรยายให้พร้อมล่วงหน้า และเรียงลำดับไว้ให้เรียบร้อยอาจจดโน้ตลงบนกรอบภาพได้ เพื่อกันลืมและให้การบรรยายเป็นไปตามขั้นตอน 
2. เตรียมแผ่นโปร่งใสเปล่า เพื่อเขียนเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้เตรียมมา พร้อมด้วยปากกาชนิดลบได้ และกระดาษทิชชู หรือผ้าชุบน้ำหมาด เพื่อลบข้อความที่เขียนผิดหรือไม่ต้องการ 
3.เตรียมกระดาษทึบแสดงเพื่อใช้เทคนิคการบังภาพ 
4. ติดตั้งเครื่องฉายให้พร้อม ทดลองเปิด - ปิด ไฟ และปรับโฟกัสภาพไว้ให้เรียบร้อย 
5.การปิด - เปิดไฟ (หลอดฉาย) บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำว่าควรปิดไฟเสมอเมื่อเปลี่ยนแผ่นใส และวางแผ่นโปร่งใสให้เรียบร้อยก่อนเปิดไฟ การปิดไฟบ้างเมื่อใช้ฉายภาพเสร็จแล้ว จะทำให้อายุการใช้งานของหลอดนานขึ้น เมื่ออธิบายเรื่องใดนาน ที่ไม่มีในแผ่นใส ก็ควรปิดหลอดฉาย เป็นการดึงสมาธิของผู้ฟังมาสู่คำบรรยายด้วย และผู้ฟังอาจเกิดความรำคาญกับแสงสว่างที่จ้าบนจอนาน การที่ต้องวางแผ่นภาพโปร่งใส ให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงเปิดไฟ (หลอดฉาย) ก็เพื่อไม่ให้ผู้ฟังหรือผู้ชมเวียนศีรษะ และรำคาญกับภาพหรือข้อความที่เบลอ ซึ่งอยู่นอกระยะชัด (out of focus) เนื่องจากที่ผู้บรรยายยกแผ่นโปร่งใสขึ้นลงขณะนำแผ่นโปร่งใสวางบนแท่นโดยไม่ปิดหลอดฉาย
6.เมื่อต้องการเน้น ควรขีดเส้นใต้ หรือเขียนเพิ่มเติม 
7.เมื่อต้องการชี้ภาพหรือข้อความ ควรวางปากกาลงบนแผ่นโปร่งใส ไม่ควรเดินไปชี้ที่จอ 
8.ถ้าผู้เรียนไม่เห็นข้อความด้านล่าง ควรเลื่อนแผ่นโปร่งใสขึ้น หรือเงยเลนซ์ฉายขึ้น 
9.ใช้ภาพซ้อนให้ถูกต้องตามลำดับก่อนหลัง 
10.ควรให้ผู้เรียน หรือผู้ฟังมีส่วนร่วม เช่น ให้ออกมาชี้ เขียนภาพ หรือข้อความ 
11.ควรเตรียมการแก้ไขเหตุฉุกเฉินไว้ด้วย เช่น ฟิวส์ หลอดฉายสำรอง เพื่อไม่ให้การเรียนการสอนต้องหยุดชะงัก ซึ่งอาจทำให้การถ่ายทอดเนื้อหาบกพร่องไป 
  วิธีการใช้เครื่องฉายภาพโปรงใสประกอบการสอน
1.วางเครื่องฉายภาพโปร่งใสบนโต๊ะผิวเรียบ แข็ง ไม่ควรวางบนโต๊ะที่อ่อนนุ่มหรือยุบตัวได้ ตั้งเครื่องฉายและจอให้ผู้เรียนมองเห็นภาพอย่างชัดเจน และทั่วถึง 
2.ทำความสะอาดเลนส์ ด้วยกระดาษเช็ดเลนส์ ทำความสะอาดแท่นวางภาพโปร่งใสด้วยผ้าขนอูฐ หรือสักหลาดนุ่ม ทุกครั้งที่จะฉาย ก่อนเสียบปลั๊ก ตรวจดูให้แน่ใจว่าใช้ไฟ 110 หรือ 220 โวลต์ (ปกติจะตั้งไว้ที่ 220 V.) สวิทซ์พัดลม และ สวิทซ์หลอดฉาย ต้องอยู่ในตำแหน่งปิด 
3.ปรับระยะชัดและขนาดของภาพบนจอ โดยวางแผ่นโปร่งใส (หรือวัสดุอะไรก็ได้ เช่น ปากกา ดินสอ) บนแท่นวางแผ่นใส เปิดสวิทซ์พัดลมและหลอดฉาย เครื่องบางรุ่นจะมีสวิทซ์ 2 จังหวะ คือจังหวะที่ 1 เป็นสวิทซ์พัดลม จังหวะที่ 2 เป็นการเปิดหลอดฉาย บางรุ่นก็มีจังหวะเดียวคือพอเปิดสวิทซ์พัดลมก็จะทำงานและหลอดก็จะสว่างทันที เมื่อเปิดสวิทซ์หลอดฉายแล้วก็ หมุนปุ่มสำหรับปรับระยะชัด หรือที่เรียกว่าปรับโฟกัส ให้ภาพชัดบนจอ ปรับเลนส์ฉาย ขึ้น-ลง เพื่อให้ได้ตำแหน่งภาพที่เหมาะสม หากภาพใหญ่เกินไปหรือล้นจอ ให้เลื่อนเครื่องฉายเข้าใกล้จอ ถ้าขนาดของภาพเล็กเกินไป ให้เลื่อนเครื่องฉายห่างจากจอ ขณะเคลื่อนย้ายเครื่องฉายควรปิดหลอดฉายก่อน เพราะถ้าเคลื่อนย้ายขณะเปิดหลอดฉาย การสั่นสะเทือนอาจทำให้หลอดฉายขาดได้ 
4.การใช้จอกับเครื่องฉายภาพโปร่งใสนั้น ใช้ได้กับจอทุกแบบที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดของจอจะเป็นเท่าใดขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้ดู ข้อควรระวังคือ เรื่องของการเกิด คีสโตน เอฟเฟค (Keystone Effects) คือจะได้ภาพส่วนบน โตกว่าส่วนล่าง ทำให้ผิดส่วนไป วิธีแก้ไขคือ คว่ำหน้าจอลงเล็กน้อย เพื่อให้พื้นของจอตั้งฉากกับเส้นแกนมุมสำคัญของเลนซ์ฉาย ถ้าเป็นจอแบบตั้งพื้นที่ดีมักจะมีขอเกี่ยวจอด้านบนเป็นแขนยื่นออกมาข้างหน้า เพื่อให้จอคว่ำหน้าลงเล็กน้อย เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการเกิด Keystone Effects
5.เมื่อเลิกใช้เครื่องฉายภาพโปร่งใส อย่าถอดปลั๊กทันที หลังจากปิดสวิทซ์หลอดฉายแล้ว ต้องให้พัดลมทำงานต่อไปสัก 5 - 10 นาที เพื่อให้หลอดฉายเย็นตัวลงก่อน จึงปิดสวิทซ์พัดลม แล้วถอดปลั๊กเครื่องบางรุ่นมีเทอร์โทสตัทในตัว เมื่อปิดสวิทซ์หลอดฉายแล้ว พัดลมจะทำงานต่อไป (ฟังเสียงดูได้ หรือใช้มืออังตรงช่องระบายความร้อน จะมีลมพ่นออกมา) เมื่ออุณหภูมิของหลอดฉายเย็นลงถึงระดับที่ปลอดภัยพัดลมจะหยุดเอง 
การดูแลรักษาเครื่องฉายภาพโปร่งใส
1.ใช้พลาสติกหรือผ้าคลุมเครื่องฉาย เพื่อป้องกันฝุ่นจับที่เลนซ์ และเก็บในห้องที่ไม่มีความชื้นมาก เพราะอาจทำให้เลนซ์เสียหาย และ ไม่ควรใช้เครื่องฉายติดต่อกันนาน ควรปิดเสียบ้าง 
2.ถ้ามีฝุ่นจับที่เลนซ์หรือกระจกสะท้อนแสง ควรใช้แปรงขนอ่อนปัด หรือใช้ลูกยางเป่าลม และเช็ดด้วยกระดาษเช็ดเลนซ์ 
3.การเปลี่ยนหลอดฉาย อย่าใช้มือจับที่หลอดโดยตรง เพราะที่มือมีไขมันจะติดที่หลอด เมื่อหลอดร้อน ไขมันจะจับเป็นจุดที่หลอด ควรใช้ผ้านุ่ม พันหลอดก่อนที่จะจับ บางเครื่องต้องใส่หลอดให้ถูกต้อง โดยให้ด้านที่เขียนว่า UP อยู่ด้านบน 
4.แกนปรับหมุนหัวเลนซ์ฉาย ควรหยอดน้ำมันทุก 3 เดือน แกนมอเตอร์พัดลม ควรทำความสะอาดและหยอดน้ำมันหล่อลื่นชนิดใสทุก 6 เดือน 
5.อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ภายใน เช่น ข้อเสียบ หลอด พัดลม ไม่ควรถูกน้ำ เพราะอาจเกิดความเสียหายได้

4. วิชวลไลเซอร์
1.แกนยึดหัวกล้อง
2. ที่ล็อกแกนยึดหัวกล้อง
3.แกนยึดหัวกล้อง
4.ปุ่มกดยกแกนหัวกล้อง
5.สวิทซ์ไฟ
6.ส่วนของหัวกล้อง
7.บริเวณช่องรับสัญญาณ Infrared
8.หัวกล้อง
9.ไฟส่องสว่างด้านบน
10.แขนไฟส่องสว่างด้านบน
11.ไฟที่ฐาน
12.แผงควบคุมหน้าเครื่อง
13.ช่องเสียบไมโครโฟน พร้อมปุ่มปรับ Volumeช่องต่อสายสัญญาณ

การติดตั้ง
1. กดปุ่มยกแกนหัวกล้อง
2. ยกแกนยึดหัวกล้องขึ้น
3. ยึดแกนยึดหัวกล้องออกให้สุด
4. ปรับหัวกล้องตามแนวนอนให้ได้มุมที่เหมาะสม
5. ปรับหัวกล้องตามแนวตั้งให้ได้มุมที่เหมาะสม
6. ยกไฟส่องสว่างด้านข้างและแขนไฟส่องสว่างด้านข้างขึ้น
7. ปรับให้ได้ระดับที่ต้องการ  
การพับเก็บ
1.พับเก็บไฟส่องสว่างด้านข้าง
2.เก็บไฟส่องสว่างด้านข้างลง
3.กดปุ่มยกแกนหัวกล้อง
4.เก็บแกนหัวกล้องที่ยืดออก
5.หมุนหัวกล้องให้ขนานกับแกนหมุน
6.กดปุ่มล็อคแกนหัวกล้องและเก็บแกนล็อคหัวกล้องลง
แผงควบคุม